วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2554

แม่ผมขี้ม้าข้ามดอยไปเรียนหนังสื่อในเมืองน่าน เมื่อ ๗๐ ปี มาแล้ว

แม่ผมขี้ม้าข้ามดอยไปเรียนหนังสื่อในเมืองน่าน

เมื่อประมาณ ๖๕ ปี ที่ผ่านมา อ.ปง จ.พะเยา บ้านเกิดแม่ผมขึ้นกับจังหวัดน่าน ตาผมเป็นอค้ามีโรงสีข้าว ค้าขายหลายอย่าง เอายาสูบรสเยี่ยมจากเมืองปงไปขายเชียงใหม่ ขายครั่งขายพืชไร่

เป็นพ่อเลี้ยงคนหนึ่งจึงรู้จักผู้รับสัมปทานทำโรงต้มกลั่นสุราที่มีโรงงานอยู่ใกล้ ๆ โรงเรียนประถมที่ผมเรียน ป.-.๔ (คือรั้วโรงต้มเหล้าติดกับโรงเรียน เรียกว่าได้กลิ่นส่าเหล้าทุก ๆ วัน)

เมื่อจบ ป.๔ แม่ผมก็มีโอกาสไปเรียนที่โรวงเรียนสตรีศรีน่าน ไปพักที่บ้านนายกเทศมนตรี (เคยไปทำโรงต้มเหล้าที่ อ.ปง)อยู่ข้าง ๆ วัดภูมมินทร์ บ้านสีขาว ๆ นั่นแหละครับ

จากการที่ผมไปเที่ยวน่านสองสามครั้งก็เห็นว่าแม่ผมโชคดีที่ได้อยู่บ้านคนระดับผู้นำของจังหวัดน่านในสมัยนั้น

แม่เล่าให้ฟังว่าจากเด็กบ้านนอกไปอยู่บ้านี้ก็มีหน้าที่ช่วยแม่ครัวทำอาหาร ทำให้แม่ทำกับข้าวภาคกลางรสเยี่ยมทีเดียว เนื่องจากนายกเทศมนตรีมีพื้นแพมาจากพิษณุโลก

ตอนผมไปน่านผมได้ถ่ายภาพบ้านหลังนี้ และได้เข้าไปทานอาหารที่ลูกหลานเจ้าของบ้านเปิดเป็นร้านในบริเวณบ้านด้วยครับ

ตอนนั่งทานข้าวผมก็นึกจินตนาการว่าเมื่อเจ็ดสิบปีกว่าก่อนโน้นแม่ผมคงเดินไปมาแถว ๆ นี้ และคงได้เข้าไปดูภาพจิตรกรรมฝาผนังอันเลื่องชื่อในวัดภูมินทร์บ่อย ๆ อีกด้วย

ดูท่าแม่ผมจะได้รับการถ่ายทอดศิลปหลากหลายจากเมืองน่านนี่เอง

ทำให้แม่เป็นคนมีระเบียบ ชอบแต่งตัวดี ๆ มีฝีมือทางด้านทำอาหาร เย็บปักถักร้อยครบ

สมัยนั้นเป็นยุคสงครามกับฝรั่งเศส ทำให้แม่เรียนแค่ ม.๔ หรือ ม. ๕ ไม่จบ ม.๖ ก็ต้องไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ที่โรงพยาบาลวชิระ เป็นเจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์ ทำคลอดนั่นเองครับ เรียนช่วงปีที่รัชกาลที่ ๘ ถูกลอบปลงพระชน

แม่เล่าว่าตลอดปีครึ่งที่เรียนใน ร..วชิระ เวลาออกไปเที่ยวข้างนอก ไปบางลำพู หรือสำเพ็งต้องแต่งไว้ทุกข์ตลอด ผู้คนใส่ชุดดำกันหมดเลยครับ

เมื่อจบแล้วแม่ฝึกงานที่ ร..เลิศสิน ถนนสาทรใต้ ไปเยี่ยมคนไข้แถว ๆ ย่านคลองเตยด้วยครับ

นับว่าแม่เป็นเด็กบ้านอกในป่าในเขาที่มีโอกาสได้สัมผัสความเจริญสูงสุดของประเทศไทยในยุคสมัย ปี ๒๔๘๘-๒๔๘๙-๒๔๙๐ 

เมื่อจบหลักสูตร ก็ไปทำงานที่เชียงม่วน ตอนนั้นเป็นตำบล ขึ้นกับอ.ปง จ.น่าน

แต่งงานกับพ่อผม ซึ่งโคจรไป อ.ปงด้วยหน้าที่การงานที่คล้าย ๆ กัน คือพ่อจบ..๖ จากโรงเรียนพิริยาลัย จ.แพร่ ไปเรียน ม.๗ ที่อำนวยศิลป์ธนบุรี ก็พอดีเขาประกาศรับสมัครบุพยาบาล ด้วยทุนจาก จ.น่าน ผมผมจึงมาเรียนที่กรุงเทพฯ ไม่แน่ใจว่าที่ศิริราช หรือที่ไหน อันนี้ผมจำไม่ได้ พอเคยเล่าให้ฟังเหมือนกัน

เมื่อไปบรรจุที่ อ.ปง จึงรู้จักกับแม่ผมที่ทำงานต่างตำบลออกไป และต่อมาเมื่อแต่งงานกันแล้ว ก็ย้ายไปอยู้ด้วยกันที่ ต.เชียงม่วน พ่อชายผมเกิดปี ๒๔๙๓ ผมเกิด ๒๔๙๖ น้องชายเกิด ๒๔๙๙

นั่นคือจุดเริ่มต้นชีวิตของคนรุ่นต่อมาคือพี่น้องของผม ๓ คน

เอาละมาดูซิว่าแม่ผมเดินทางไปเรียนจังหวัดน่านได้อย่างไรในเมื่อไม่มีถนนลาดยาง มีแต่ทางเกวียน

แม่เล่าว่าเวลาจะไปเรียนคุณตาจะจ้างคนนำทางสองสามคนคตุ้มกันไปครับแม่ผมต้องขี่ม้า คนนำทางคนคุ้มกันเดินตามไปเรื่อย ๆ ต้องนอนในป่าสองคืนจึงถึง อ.เมืองน่าน

ในป่าหากเป็นหน้าฝนก็มีทาก มีน้ำห้วยนอง บางทีต้องรอน้ำป่าแห้งก่อนจึงจะข้ามไปได้ เวลากลางคืนนอนในป่ามีเสียงสัตว์ป่าสารพัด เสือโคร่งก็มีครับ น่ากลัวมาก

แม่เป็นลูกสาวพ่อเลี้ยงเพียงคนเดียวกับคนนำทางสองสามคนต้องผจญภัยยิ่งกว่านิยายเพชรพระอุมา

เป็นความพยายามอย่างยิ่งยวดหาไม่ก็คงเป็นชาวชาวบ้าน จบแค่ป.๔ คงไม่มีโอกาสไปเรียนในกรุงเทพฯ

อ้อ สมัยนั้นตอนรับประกาศณียบัตร หนังสือพิมพ์รายวันไปถ่ายรูปไปลงหน้าหนึ่งด้วย ปรากฎว่าเขาถ่ายเอาตอนที่แม่ผมรับใบประกาศไปลงหนังสือครับ แม่ยังให้ร้านถ่ายรูปที่บางลำภูก๊อปปี้เก็บไว้ ภาพนี้อยู่ที่บ้านพะเยาครับ

หากกลับไปผมจะก๊อปปี้มาให้ชมครับ

สมัยโน้นพ่อผมถ่ายรูปในวันรับประกาศฯที่พระบรมรูปทรงม้า แฟชั่นกางเกงผู้ชายจะขาแบบทรงเซลเล่อร์ครับ หวีผมเรียบสไตล์คร๊าก เคเบิ้ล ดาราฮอลีวูด เรียบแปร้ในน้ำมันมันวับ มีภาพเหล่านี้เช่นกันครับ

เส้นทางที่แม่ผมต้องขี้ม้าข้ามดอยผมมีโอกาสได้เดินทางข้ามดอยด้วเกวียนช่วงหนึ่งคือจาก อ.ปง ไปเชียงม่วน จากเชียงม่วนเข้าป่าข้ามดอยก็เคยขับรถไปมาสองสามรอบ

เป็นป่าทึบดอยสูงสลับซับซ้อน ตรงที่ผีตองเหลืองอาศัยปัจจุบันแม่ผมก็คงผ่านมาแล้วเมื่อเจ็กสิบกว่าปีก่อน

ป่าเขาบริเวณพื้นที่จ.น่าน เป็นป่าดึกดำบรรพ มีต้นปลามแปลก ๆ มีต้นชมพูภูคาที่หายาก ผมมีโอกาสไป อ.บ่อเกลือ เห็นป่าทึบก็จิตนาการถึงสมัยเก่าก่อนว่าคงใกล่เคียงแบบนั้น

ป่าช่วง อ.เชียงม่วนไป อ. เมืองน่านปัจจุบัน สองข้างทางไม่ทึบหนาเท่าไร่กลายเป็นไร่เสียส่วนมากครับ

คงจะคล้าย ๆ ป่าทางขึ้นเขาไป อ.บ่อเกลือปัจจุบันมากกว่า

ประเทศไทยนี้หากมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์มองกาลไกลคงไม่ปล่อยให้มีการตัดไม้ทำลายป่าเช่นอดีตที่ผ่านมา

หากเราสามารถรักษาป่าให้สมบูรณ์ถึง
ปัจจุบันนี้ เมืองไทยจะมีแหล่งท่องเที่ยวสวยงามอีกนับไม่ถ้วน


ปีเมืองน่านสมันเก่าก่อนมีช้างชุกชุมมากครับ เคยมรหนังวสารคดีเกี่ยวช้างป่าที่ถ่ายทำจากเมืองน่านยุคโบราณด้วยครับ

ปัญหาน้ำป่าน้ำเหนือหลากรุนแรงก็คงไม่มากมายเช่นตอนนี้ เพราะมีฝืนป่าที่หนาแน่นคอยซับคอยเบรกไว้

หากท่านชอบเปิด Google Earth จะเห็นว่าพื้นที่ภาคเหนือเต็มไปด้วยป่าเขาสลับซับซ้อน หากขึ้ยเครื่องบินก็จะเห็นเป็นทะเลภูเขาสุดสายตาครับ

ตแนผมเล็ก ๆ แม่มันจะเล่าบรรยากาศในป่าให้ฟังบ่อย ๆ เล่าเรื่องขี่ม้าไปเรียนหนังสือก็เล่าหลายครั้งครับ ทำให้ผมจำได้

แม้กระทั่งแม่บอกว่าท่านนายกเทศมนตรีมักให้แม่นำเงินจำนวนมาก ๆ ไปเข้าบัญชีธนาคารก็เล่าหลายครั้ง
แสดงว่าแม่ผมได้รับความไว้ว่งใจมากเหมือนกัน

วันี้ท่านสามารถหนีน้ำท่วมไม่สัมผัสผืนป่าจังหวัดน่านได้ไม่ยากครับ ลองไปชมความสลัลซับซ้อนแล้วจินตนาการย้อนกลับไปสีก ๗๕ ปี จะเห็นว่าที่นั่นมีบรรยากาศไม่แพ้ป่าอเมซอนที่หนาทึบเลยละครับ







ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น