ช่วงหนึ่งของชีวิตผมมีโอกาสไปช่วยงานทำสวนลำไยที่บ้านพ่อแม่ อ.ปง จ.พะเยา เป็นการไปพักฟื้นร่างกาย
เมื่อ ๑๒ ปี มาแล้วผมป่วยเส้นเลือดฝอยในสมองล็อค ทำให้หูดับ เวียนหัว โดนแดดไม่ได้เลยจะอื้ออึงไปหมด ทรงตัวไม่ดีต้องนั่งลง หากเดิน ๆ อยู่ต้องหยุดแล้วนั่งลงสักครู่ก็จะหาย
ต้องหยุดทำงานหนังสือที่ทำมาตลอดตั้งแต่เรียนจบชั่วคราว
ผมหยุดงานประจำเพื่อรักษาอาการเหล่านี้ด้วยการทำสมาธิบวกกับยาแผนปัจุบันและการออกกำลังกายอย่างจริงจัง ใช้วิธีเดินเร็วก่อน เพื่อปรับสภาพกล้ามเนื้อ จากนั้นก็วิ่งจ็อกกิ้ง แต่เนื่องจากไม่ได้ออกกำลังกายมานานจึงปวดข้อเข่า จึงเปลี่ยนเป็นปั่นจักรยานแบบจริงจังบนเทรนเนอร์ โดยซื้อจักรยานเมาเทนไบค์มาวางบนเครื่องเทนเนอร์ ปั่นอยู่กับที่แต่สามารถเพิ่มลดความหนืด เพิ่มสปีดและเปลี่ยนเกียร์ได้เสมือนขี่จักรยานเมาเทนไบค์ในป่าจริง ๆ และเมื่อร่างกาย ปอด หัวใจ กล้ามเนื้อแข็งแรงดีแล้วก็ออกปั่นบนถนน
จากการที่ร่างกายขาดการออกกำลังกายต่อเนื่องมาเป็นยี่สิบปี ทำให้ความดันโลหิตสูง ก่อนเส้นเลือฝอยจะล็อคผมปวดหัวบ่อย ๆ ปวดแบบไมเกร็น ปวดแบบสาหัสอยู่เป็นปี แต่ก็ไม่ได้ไปหาหมอ ไม่รู้เพราะอะไร อาจจะเป็นเพราะร่างกายส่วนอื่นปกติดีอยู่
อาการปวดหัวจะเป็นเวลา ส่วนมากกลางคืน ผมมักปวดจนถึงตีหนึ่งตีสองจนกระทั่งถึงจุดหนึ่งจะอาเจียนออกมา แล้วอาการปวดจะค่อย ๆ หายไป และหลับได้
ทรมานอยู่เป็นปี สุดท้ายร่างกายก็ล้มเหลวเส้นเลือดฝอยในสมองมันล็อค มีลิ่มเลือดไปอุดแบบกระทันหัน แต่ยังโชคดีเป็นเส้นเลือดฝอยกลุ่มที่ไปเลี้ยงประสาทการได้ยิน ทำให้หูผมอิ้อ และหูข้างขวาแทบไม่ได้ยินมาจนทุกวันนี้ หากคราวนั้นเป็นเส้นเลือดโต ๆ ล็อคผมคงพิการหรือไม่ก็ตายไปนานแล้ว
ตอนนี้ร่างกายดีแล้ว แต่ระบบการได้ยินแค่ฟื้นตัวกลับมาดีพอฟังได้แค่ข้างซ้าย ต้องใช้เครื่องช่วยฟังมา ๑๒ ปีแล้วครับ ผมอยู่แบบเหมือนปกติด้วยสมาธิ ทั้ง ๆ ที่ในหัวผมทุกเวลามีเสียงอื้อเหมือนเสียงเครื่องบินเจ็ท เวลาเรานั่งบนเครื่องบินโดยสาร จะมีเสียงเล็ดลอดเข้าไปในห้องโดยสาร
ผมเบี่ยงเบนความสนใจไปที่อื่นจนเหมือนกับว่าไม่มีเสียงเหล่านี้ แต่ก็ใช้เวลานานกว่าจะทำได้ เป็นปี ๆ โดยการทำสมาธิเลี่ยงจุดสนใจไปที่อื่น
แต่หากมีเหตุอะไรมากระทบที่รุนแรงทำให้สมองเหมือนช็อตจะเกิดพลังมหาศาล ทั้งแรงบันดาลใจและทุกเรื่อง ทำให้อยากจะทำอะไรแปลก ๆ อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
เช่นผมมีแรงบันดาลใจว่าจะทำสวนลำไยให้ดีที่สุด ผมก็วางแผนการใส่ปุ๋ยไปศึกษาวิธีการทำสวนลำไยจากเพื่อนรุ่นพี่ ที่สวนลำไยใหญ่กว่าร้อยไร่ที่ อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน ได้สูตรวิธีการต่าง ๆ มาครบ
ไม่ว่าการตัดแต่งกิ่ง ช่วงเวลาใส่ปุ๋ย การให้ฮอ์โมน การใช้ยาปราบแมลง และการเก็บเกี่ยว
ปีนั้นที่สวนมีต้นลำไยขนาดใหญ่อายุเกือบ ๑๕ ปี ร้อยกว่าต้น สามารถให้ผลผลิตมากเป็นประวัติการ ลำไยติดลูกมากจนบางต้นกิ่งหักเมื่อใกล้เก็บเกี่ยว
ขายแบบเหมาได้มากที่สุดตั้งแต่ที่บ้านทำสวนลำไยมา
ตอนนั้นคอมพิวเตอร์ยังแพงอยู่ ผมก็เลยสามารถเอาค่าขายลำไยส่วนหนึ่งไปซื้อคอมพิวเตอร์ พร้อมอุปกรณ์ครบชุดได้ ๑ ชุด
เป็นการเริ่มต้นศึกษาเรื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่นั้นอย่างจริงจัง จากที่แค่ใช้ได้นิด ๆ หน่อย ๆ ผมมีแรงบันดาลใจอยากที่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์ให้มากที่สุดเท่าที่จะหาความรู้เองได้ ก็ลุยอ่านหนังสือ ซื้อหนังสือ เข้าเว็บบอร์ดเรื่องคอมพิวเตอร์ไปทั่ว
จนสามารถทำระบบซอพแวร์ได้เกือบทุกอย่าง สามารถสอนเพื่อน ๆ พี่ ๆ วัยใกล้เคียงกันที่ไม่รู้เรื่องการใช้โปรแกรมให้ใช้ได้ไปหลายคน
และเมื่อผมกลับมาทำงานอีกครั้งผมก็ใช้ความรู้เรื่องระบบมัลติมีเดียไปปรับปรุงระบบการทำงานแบบอนาล็อคในสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งได้สำเร็จ
โดยปรับเปลี่ยนโล๊ะเครื่องพิมพ์ดีดทิ้งทั้งหมด ใช้ระบบอินเตอร์เน็ทส่งข้อมูลต่าง ๆ และการทำคอมพิวเตอร์กร๊าฟฟิคแทนการออกแบบด้วยการทำอาร์ืตเวิร์คแบบโบราณ
เมื่อสิบกว่าปีมาแล้วผมต้องกลับไปสอนคนรุ่นใหม่หลายคนในสำนักงานที่ไม่ได้สนใจนระบบการทำงานด้วยเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์
ผมเป็นคนรุ่นเก่าสมัยเรียนหนังสือพวกคอมพิวเตอร์ยังไม่มีแต่กลับเป็นคนสอนคนรุ่นใหม่ให้ทำงานด้วยคอมพิวเตอร์
ผมเริ่มทำเว็ปตั้งแต่ช่วงแรก ๆ และชอบเขียนบล็อกมาจนทุกวันนี้
นี่หากผมไม่ได้ไปพักฟื้นร่างกายเืมื่อ ๑๒ ปีก่อน และไม่ได้ไปทำสวนลำไย ผมก็อาจจะเป็นคนรุ่นเก่าตกยุคไปเลยก็ได้ครับ
สรุปแล้วการทำสวนลำไยทำได้ไม่ยาก แต่ตลาดรัฐบาลไม่มีการควบคุมให้ดีครับ หลังจากที่ชาวสวนลำไยสามารถเพิ่มผลผลิตได้จนล้นตลาดก็ทำให้ราคาตก เมื่อมีการอบแห้งก็บริหารจัดการลำไยอบแห้งไม่ได้ ทำให้เกิดการเสียหายเอาไปเผาทิ้งเป็นหมื่น ๆ ตัน
จนกระทั่งเดี๋ยวนี้การบริหารจัดการเรื่องลำไยของรัฐบาลก็ยังทำได้ไม่ดีครับ
ไม่สามารถเอาลำไยไปทำอย่างอื่นได้นอกจากขายเป็นผลไม้สด ซึ่งลำไยสดมีอายุสั้นไม่ถึง ๑๐ วันหลังจากเก็บเกี่ยวก็จะเน่าเสียกินไม่ได้
หากมีโอกาสอีกครั้งผมอยากจะกลับไปตั้งกลุ่มทำแยมลำไย ทำลูกอมลำไยกวน ท๊อฟฟี่ลำไย และนำลำไยที่ไม่ได้ขนาดมาคั้นเอาน้ำทำไวน์ลำไยอย่างเป็นระบบครับ เนื่องจากน้ำและเนื้อลำไยมีความหวานและหอม เมื่อทำไวน์ผลไม้แล้วรสชาติจะอร่อยมาก มีสารอาหารมากกว่าผลไม่อื่น ๆ ไม่้เปลืองน้ำตาล แทบไม่ต้องเติมน้ำตาลในการหมักไวน์เลยครับ ผมได้ทดลองทำมาแล้วรสชาติดีมาก สีสวยด้วยครับออกสีทอง ๆ
ลำไยเมืองไทยมีมากมายล้นตลาดในปัจจุบัน ทางออกก็คือการผลิตเป็นอาหารแห้งและเครื่องดื่มต่าง ๆ ครับ ไม่ใช่ปล่อยให้ราคาตกจนไม่คุ้มทุน ไม่คุ้มแรงงานที่ทำลงไป
ตอนนี้ผมไม่จำเป็นต้องกลับไปทำสวนลำไยอีกแล้วเนื่องจากมีชาวสวนทำอยู่มากเกินไปด้วยซ้ำ เพียงแค่ไปรับซื้อลำไยไม่ได้ขนาดพวกผลเล็กราคาถูก ๆ แบบเหมือนได้เปล่ามาทำไวน์ลำไยก็น่าจะเยี่ยมแล้วครับ
ไวน์ลำไยรสชาติดีกว่าไวน์องุ่นบางยี่ห้อครับ ทำเป็นสป๊าร์คกิ้งไวน์คล้าย ๆ แชมเปญก็ยังได้ครับ สามารถทดแทนเทเบิลไวน์จากยุโรปได้เป็นอย่างดี
วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554
วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2554
พื้นที่สูง เพื่อทำสิ่งสูงสุด แบบพอเพียง
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น
ช่วงวัยรุ่นวัยทีน ผมเรียนในกทม. นาน ๆ ช่วงปิดเทอมก็จะกลับไปเยี่ยมบ้าน ที่ อ.ปง จ.พะเยา สมัยเมือ ๔๐ ปี การเดินทางไม่สะดวกเหมือนปัจจุบัน
ผมต้องขึ้นรถไฟหรือรถ บขส.ไปลงที่ลำปาง ต่อรถเมล์เขียวจากลำปางไป อ.พะเยา จ.เชียงรายขณะนั้น บางครั้งต้องนอนโรงแรมที่พะเยาคืนหนึ่ง รุ่งเช้าจึงขึ้นรถประจำทาง พะเยา-ปงเข้าบ้าน
กว่าจะถึงบ้านสองวันกว่า ๆ มันเหนื่อยเสียเวลามาก
ต่างจากตอนนี้รถ บขส.ผ่านถนนหน้าบ้าน เวลาไป อ.ปง ผมจะลงที่ประตูหน้าบ้านเลยครับ ออกจากหมอชิตใหม่สองทุ่มถึง อ.ปงหกโมงเช้า
เมื่อมันลำบากกว่าจะได้กลับไปเยี่ยมบ้านสักครั้ง ผมก็เลยปลดปล่อยเต็มที่
ผมมักจะขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวไปเรื่อย ๆ ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ไม่มีจุดหมายที่แน่นอน
บางทีก็ไปนอนริมฝั่งแม่น้ำยม มองดูท้องฟ้าในวันแดดแจ่มใส ไร้ฝุ่นควัน
หลังหน้าฝนต้นหน้าหนาวนั้นท้องฟ้าจะสวยงามมาก เมฆรูปร่างต่าง ๆ แปรเปลี่ยนไปตามกระแสลม
แต่ถ้าเป็นหน้าแล้งจะไปนอนมองฟ้าแบบนั้นไม่ได้ เนื่องจากชาวบ้านเผาไร่ตามชายป่าทำให้บรรยากาศทั่วไปเลวร้ายมีควัน มีเขม่าขี้เถ้าปลิวไปทั่ว
ช่วงปิดเทอมกลางเป็นปลายฝนต้นหนาว อากาศดีมาก บนภูเขาต้นไม้เขียวขจี ลมพัดเบา ๆ ผมนอนมองเมฆบนฟ้าใสอยู่นาน จนมีชาวบ้านเดินผ่านมา เขาทักทายว่ามาทำอะไรแถวนี้
ผมก็บอกว่ามาดูเมฆสวย ๆ
ชาวบ้านยิ้ม ๆ แล้วก็เดินจากไป
มองฟ้าซึมซับความสดชื่นนานเป็นชั่วโมง เพื่อทดแทนกับช่วงเวลาที่ต้องไปผจญรถติดในกรุงเทพฯ มาหลายเดือน ผมนอนเล่นใต้ต้นไม้ริมฝั่งแม่น้ำยมจนบ่ายคล้อย
แล้วก็ได้เวลาเปลี่ยนสถานที่ใหม่ ผมขึ้นมอเตอร์ไซค์ขับไปตามถนนตัดใหม่ริมชายเขาด้านตะวันตก ไปพบจุดที่กรมทางหลวงตัดเฉือนเนินเขาเล็ก ๆ เป็นช่อง แบบปากช่องทางไปอิสาน เห็นทางคนเดินขึ้นในไร่บนที่เนิน ใกล้ ๆ หมู่บ้านร่องหาด
ผมขับมอเตอร์ไซค์เข้าไปตามทางแคบ ๆ ขึ้นไปถึงส่วนที่สูงสุดเห็นกระท่อมหลังเล็ก ๆ ที่ชาวบ้านสร้างไว้พักผ่อนเวลาร้อนจัดหลังจากงานในไร่บริเวณเนินนี้ ชาวบ้านเรียกว่าดอยเวียงยา เนื่องจากตอนที่เป็นป่าละเมาะมีต้นสมุนไพรหลากหลายอย่าง อยู่ติดหมู่บ้านชายเขาทางทิศตะวันตก ห่างจากฝั่งแม่น้ำยมประมาณ ๗๐๐ เมตร
ตอนหลังผมรู้ว่าดอยเวียงยาเป็นแหล่งที่อาศัยของคนโบราณยุคหินอีกด้วย คือเวลาชาวบ้านขุดพื้นดินลงไปจะพบขวานหินกันเป็นประจำ เรียกกันว่าเสียมตุ่น เนื่องจากบางทีไปเจอในโพรงรูตุ่นใต้ดินลึกลงไป แต่จริง ๆ แล้วตัวตุ่นมันเอาขึ้นมาบนผิวดินไม่ไหว ตุ่นจึงกลายเป็นมนุษย์สมัยหินไป ตามความเข้าใจของชาวบ้าน
จากบริเวณที่เป็นเนินสูงใกล้แหล่งน้ำเป็นชัยภูมิที่ดีเยี่ยม เวลาน้ำหลากน้ำนองก็ปลอดภัย เวลาปกติก็ทำมาหากินสะดวก หาปลาก็ได้ ล่าสัตว์ก็ดี คนยุคหินจึงเลือกดอยเวียงยาเป็นที่อยู่อาศัย
วันนั้นเนินทั้งหมดโล่งเตียน ชาวบ้านเตรียมดินสำหรับปลูกถั่วลิสงหรืออะไรสักอย่างที่ไม่ต้องการน้ำมาก
ผมจอดมอเตอร์ไซค์ไว้ข้าง ๆ กระท่อม เดินไปดูรอยไถจากแรงควาย มันละเอียดดีครับ ก้อนดินที่พลิกขึ้นมาไม่โตเหมือนรอยใบไถของรถแทคเตอร์
คะเนดูพื้นที่ทั้งหมดกว้างประมาณ ๒๐-๓๐ ไร่
แบ่งเป็นส่วน ๆ มีรั้วคร่าว ๆ กั้นเขตแดนของแต่ละเจ้าของ
ผมเดินไปมองดูรอบ ๆ ตัวพบว่าเป็นจุดสูงสุดของเขตเทศบาล ต.ปง ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีเทศบาล มองไปสุดสายตาด้านตะัวันออกเฉียงเหนือเป็นดอยภูลังกา เทือกเขาผีปันน้ำ ที่สูงถึงพันเจ็ดร้อยเมตร เขียว ๆ ท่ามกลางหมอกสลัว ๆ
ด้านตะวันออกเป็นฝั่งแม่น้ำยม เลยฝั่งไปเป็นภูเขา ทางทิศใต้ก็เป็นภูเขา ภูเขาสูงล้อมรอบเขต อ.ปงทั้งหมด
ผมเหมือนยืนอยู่กลางรอยนูนที่ก้นกระทะ เอ..อยากจะมองให้สูงกว่านี้สักหน่อย แต่พื้นที่เรียบโล่งไม่มีต้นไม้สักต้น
อ้อ..นั่นมีตอไม้ขนาดสองคนโอบ ผมเดินไปใกล้ ๆ พบว่าเป็นตอต้นสัก ที่ถูดโค่นมานานแล้ว
แต่เนื้อไม้สักที่ตอยังไม่ถูกปลวกกิน ด้วยคุณสมบัติพิเศษที่ปลวกไม่ชอบนี่เองจึงทำให้ผมสามารถปรับระดับความสูงเพิ่มมุมมองได้อีกเกือบ ๆ เมตร
ผมปีนขึ้นไปยืนบนตอต้นสักแล้วมองรอบ ๆ ตัวอีกครั้ง โอโฮ มันสวยเพิ่มขึ้นอีกนิดหนึ่ง
เหมืิอนการปรับมุมกล้องเล็กน้อยก็ทำให้มุมมองสวยขึ้น
ผมยืนอยู่บนตอต้นสักนานสักครึ่งชั่วโมง ก็กระโดดลงมา
ขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้าน ไปเล่าให้พ่อแม่ฟังว่าไปยืนบนตอไม้สักชมวิว อ.ปง มาเต็มตา สวยมาก
จากนั้นผมก็ต้องกลับไปเรียน กทม. ต่ออีกหลายปี นานมากเวลาผ่านไปมีช่วงหนึ่งเกือบ ๖ ปี ผมไม่ได้กลับไปเยี่ยมบ้าน
เมื่อไปอีกครั้งพบว่าพ่อแม่ผมได้ซื้อที่ดินทั้งหมดประมาณ ๒๔ ไร่ เป็นพื้นที่บริเวณที่ผมไปยืนบนตอไม้สักเอาไว้ทำสวนผลไม้
ส่วนหนึ่งน้องชายผมเป็นคนซื้อไว้ ๗ ไร่
ทำสวนผลไม้อยู่ยี่สิบกว่าปีพ่อแม่ผมก็จากไป
ในใบโฉนดที่ดินส่วนที่มีตอต้นสัก แม่เขียนไว้ว่ายกให้ผม
เป็นที่ดินสามไร่ครึ่งบนส่วนที่สูงที่สุดของเขตเทศบาล ต.ปง อ.ปง จ.พะเยา
เมื่อผมรู้ว่าพ่อแม่ตั้งใจซื้อให้ผมโดยเฉพาะผมก็ได้แต่ตื้นตันใจ
สวนลำไยบริเวณทางขึ้นไปยอดเนิน ที่ผมเคยขี่มอเตอร์ไซค์ึ้ไปชมวิว ตอนนี้ต้นลำไยอายุกว่า ๒๐ ปี ให้ผลดีมาก
ถนนสายเรียบชายป่าตะวันตก ไปพะเยา ต้นทางถนนสายนี้อยู่ที่ อ.สอง จ.แพร่ บริเวณใกล้ ๆ แก่งเสือเต้น ด้านขวาคือทางขึ้นสวนที่ผมเคยขี่มอเตอร์ไซค์ไปดูวิว
บริเวณบ้านพักเดิมเป็นกระท่อม ตอนนี้ต้นมะพร้าวสูง มองเห็นวิวทางด้านทิศตะวันออก
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือเห็นดอยภูลังกา เทือกเขาผีปันน้ำ ไกลลิบ ๆ
ผมจะเก็บที่ดินตรงนี้ไว้ครับ จากผืนแผ่นดินบนเนินสูงติดชายป่า เมื่อถนนตัดผ่านความเจริญก็ตามมา ตอนนี้ทีทำการเทศบาลมาอยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องไปทางทิศใต้สัก ๕๐๐ เมตร หากยืนบนตอต้นสักก็มองเห็นชัดเจน
http://www12.zippyshare.com/v/73395314/file.html
เชิญดาวน์โหลดไฟล์ .kmz เปิดดูแผนที่ด้วย GooGle Earth
จากที่ดินสามไร่ครึ่งตามโฉนดใบนี้แม่ผมซื้อมาจากชาวบ้านเมื่อสามสิบปีก่อนแค่ ๓,๕๐๐ บาท ตอนนี้ไร่ละกว่าห้าแสนบาทแล้วครับ
...ไม่น่าเชื่อว่าผมจะยึดตอต้นสักตอนี้ไว้ได้...ความรักของพ่อแม่ยิ่งใหญ่เกินคาดจริง ๆ
ตอนนี้ผมจึงมีแรงบันดาลใจใหม่ล่าสุดว่าอยากจะไปสร้างบ้านดินสักหลังไว้พักผ่อน และเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิสำหรับผู้ไฝ่ความสงบ
อยากจะสร้างขนาดเดียวกับที่นักศึษาอุเทนถวายสร้างอุโบสถดินที่วัดสันติวรคุณ อ.สะเดา จ.สงขลา และที่วัดบุเจ้าคุณ ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
ตามข่าว http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9540000136448
ผมต้องการสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ไว้ในโลกนี้บ้าง ในฐานะที่ผมเป็นพุทธศาสนิกชนและเป็นศิษเก่าสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ซึ่งเป็นผู้ออกแบบเครื่องอัดอิฐจากดินผสมปูนในการก่อสร้างโบสถดินแบบประยุกต์ที่ออกแบบและลงมือก่อสร้างโดยนักศึกษาจากอุเทนถวาย เป็นอาคารที่เหมาะสมพอเพียง ไม่สิ้นเปลืองมากเกินไป
ตามรายละเอียดเพิ่มเติมจากข่าวนี้
http://www.ptwit.ac.th/main/?q=node/73
ค่าก่อสร้างอาคารปฎิบัติธรรมเหมือนแบบโบสถ์ดินประยุกต์นี้ต้องใช้งบประมาณ ๑.๕ ล้านบาท บวกลบ ๑๐ เปอร์เซนต์ ตามแบบโครงการที่ทางอุเทนถวายได้ลงมือสร้างมาแล้ว ๒ แห่งตามข่าว
ผมภาวนาทุกวันอยากเห็นอาคารนี้เกิดขึ้นจริง ๆ เพื่อให้ เป็นสถานที่สงบกายสงบใจแด่ผู้คนที่ไฝ่ธรรม
UPDATE
๑๓.๓๑ น. ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๔
ตอนนี้สร้างเสร็จแล้ว
http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9540000144125
ต้นมะค่าล้ม
ต้นมะค้่าข้างกำแพงรั้วบ้าน เป็นต้นที่ผมเพาะจากเมล็ดมะค่าที่เก็บมาจากใต้ต้นมะค่ายักษ์เก่าแก่ริมทางแม่น้ำควรสายเดิม บริเวณพื้นที่บ้านต้อง ต.ปง อ.ปง จ.พะเยา
ใต้ต้นมะค่าเป็นตลิ่งสูงสัก๖ เมตร ต้นมะค่าอยู่บนฝั่งติดถนนในหมู่บ้าน แปลกที่มีตาน้ำผุดออกจากด้านล่างตลิ่ง ไหลตลอดปีมีบ่อกว้างสักเมตรครึ่งกั้นด้วยปูนซีเมนต์ มีท่อน้ำระบายออกมา
จุดนี้คงเป็นทางน้ำใต่้ดินที่ไหลมาจากภูเขาด้านทิศตะวันออก เป็นน้ำฝนที่แผ่นดิน ภูเขา รากไม้ ก้อนหิน กรวดทรายได้กรองมาตามธรรมชาติ ไม่ว่าหน้าไหนน้ำจะใส่ตลอดเวลา
หากเป็นหน้าฝนบริเวนตรงนี้แม่น้ำควรก็จะเอ่อมาท่วม มองไม่เ็ห็นตาน้ำ
เวลาผมกลับไปบ้านที่ อ.ปง จะแวะไปดูไปเล่นน้ำสักครู่ใหญ่
มันเย็นสบาย แล้วก็เก็บเมล็ดมะค่าที่หลุดออกจากฝักเกลื่อนใต้ต้น บ้างก็งอกเป็นต้นอ่อน ผมเคยเอาต้นอ่อนไปปลูกในสวนผลไม้ แต่โดนไฟไหม้หลังจากสูงท่วมหัวแล้ว
เมล็ดมะค่าส่วนหนึ่งผมเก็บใส่ถุงไว้ เอาไว้ในลิ้นชักนานเกินปีหนึ่งเมื่อไปค้นเจอก็เอามาเพาะ ปรากฎว่าออกเป็นต้นกล้าสองสามต้น นอกนั้นเมล็ดเสียไปแล้ว
ผมก็เอามาปลูกในกระถางข้างรั้ว ปล่อยตามเรื่องมันก็โตไวครับ ประมาณ ๑๐ ปี สูงสักแปดเมตรได้ครับ
เนื่องจากไม่ได้ลงดิน รากแก้วไม่ได้แทงลงดิน วนเวียนอยู่ในกระถาง
วันนี้จึงถึงจุดจบ ต้นมะค่าที่เดินทางมาเกือบเจ็ดร้อยกิโลเมตรก็มีอันเอนทำท่าจะล้ม เนื่องจากรากแขนงรากฝอยรับน้ำหนักไม่ไหว ขาดจากที่พยายามเซาะเข้าไปใต้ช่องพื้นซีเมนต์ที่แตกร้าว
เมื่อผมพยายามดันต้นมันตั้งตรงก็พบว่ารากใหญ่สองรากมันขาดไปแล้ว
จึงตัดสินใจตัด ลำต้น ๓ ลำ ซึ่งน่าจะมาจากต้นกล้า ๓ ต้น ที่ระดับเมตรหนึ่งจากพื้น ตัดย่อยกิ่งเก็บไว้ทำคอนเกาะสำหรับนกพวกนกแก้วได้สบายเลย แต่ละลำต้นเท่ากระป๋องนม เรียวขึ้นไปเรื่อย ๆ
ทั้งลำต้น ๓ ลำและกิ่งก้านสาขา รวมแล้วได้คอนเกาะสำหรับกรงนกหลากหลายขนาดกว่ายี่สิบชิ้น เอาเรียงตากลมตากแดดให้แห้งจึงจะเอามาใช้งานได้ครับ
ใบก็เอาไปทิ้งกองเศษกิ่งไม้ในสวนที่กทม.ดูแลอยู่เมื่อแห้งแล้วเหลือแต่กิ่งเล็ก ๆ ก็จะมีคนมาเก็บไปทิ้ง
ส่วนรากตอต้นมะค่้า ๓ ลำต้นผมลากเอาไปวางบนพื้นดินบริเวณที่ปลูกต้นไม้หน้าบ้าน เอาน้ำรดไว้ เหลือกิ่งเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านล่างมีใบสักร้อยใบ ผมก็จะทำเป็นบอนไซครับ
ต้องไปหากระถางบอนไซมาเอาสักขนาด ๕๐ ซม. แล้วก็ตัดลำต้นเหลือสักฟุดหนึ่งเมื่อแข็งแรงแล้วมีใบใหม่ออกแล้วจึงจะตัดได้ครับ
หากมันรอดก็จะกลายเป็นบอนไซที่มีประวัติความเป็นมาที่ไม่ธรรมดาครับ
จากเมล็ดมะค่ายักษ์ เดินทางเกือบเจ็ดร้อยกิโลเมตร ไปอยู่ในลิ้นชักปีกว่า ๆ เอาออกมาเพาะจากประมาณ ๔๐ เมล็ด รอดแค่ ๓
วันนี้เป็นวันเริ่มประวัติบอนไซมะค่า ๓ เกลอผจญภัยครับ
ใต้ต้นมะค่าเป็นตลิ่งสูงสัก๖ เมตร ต้นมะค่าอยู่บนฝั่งติดถนนในหมู่บ้าน แปลกที่มีตาน้ำผุดออกจากด้านล่างตลิ่ง ไหลตลอดปีมีบ่อกว้างสักเมตรครึ่งกั้นด้วยปูนซีเมนต์ มีท่อน้ำระบายออกมา
จุดนี้คงเป็นทางน้ำใต่้ดินที่ไหลมาจากภูเขาด้านทิศตะวันออก เป็นน้ำฝนที่แผ่นดิน ภูเขา รากไม้ ก้อนหิน กรวดทรายได้กรองมาตามธรรมชาติ ไม่ว่าหน้าไหนน้ำจะใส่ตลอดเวลา
หากเป็นหน้าฝนบริเวนตรงนี้แม่น้ำควรก็จะเอ่อมาท่วม มองไม่เ็ห็นตาน้ำ
เวลาผมกลับไปบ้านที่ อ.ปง จะแวะไปดูไปเล่นน้ำสักครู่ใหญ่
มันเย็นสบาย แล้วก็เก็บเมล็ดมะค่าที่หลุดออกจากฝักเกลื่อนใต้ต้น บ้างก็งอกเป็นต้นอ่อน ผมเคยเอาต้นอ่อนไปปลูกในสวนผลไม้ แต่โดนไฟไหม้หลังจากสูงท่วมหัวแล้ว
เมล็ดมะค่าส่วนหนึ่งผมเก็บใส่ถุงไว้ เอาไว้ในลิ้นชักนานเกินปีหนึ่งเมื่อไปค้นเจอก็เอามาเพาะ ปรากฎว่าออกเป็นต้นกล้าสองสามต้น นอกนั้นเมล็ดเสียไปแล้ว
ผมก็เอามาปลูกในกระถางข้างรั้ว ปล่อยตามเรื่องมันก็โตไวครับ ประมาณ ๑๐ ปี สูงสักแปดเมตรได้ครับ
เนื่องจากไม่ได้ลงดิน รากแก้วไม่ได้แทงลงดิน วนเวียนอยู่ในกระถาง
วันนี้จึงถึงจุดจบ ต้นมะค่าที่เดินทางมาเกือบเจ็ดร้อยกิโลเมตรก็มีอันเอนทำท่าจะล้ม เนื่องจากรากแขนงรากฝอยรับน้ำหนักไม่ไหว ขาดจากที่พยายามเซาะเข้าไปใต้ช่องพื้นซีเมนต์ที่แตกร้าว
เมื่อผมพยายามดันต้นมันตั้งตรงก็พบว่ารากใหญ่สองรากมันขาดไปแล้ว
จึงตัดสินใจตัด ลำต้น ๓ ลำ ซึ่งน่าจะมาจากต้นกล้า ๓ ต้น ที่ระดับเมตรหนึ่งจากพื้น ตัดย่อยกิ่งเก็บไว้ทำคอนเกาะสำหรับนกพวกนกแก้วได้สบายเลย แต่ละลำต้นเท่ากระป๋องนม เรียวขึ้นไปเรื่อย ๆ
ทั้งลำต้น ๓ ลำและกิ่งก้านสาขา รวมแล้วได้คอนเกาะสำหรับกรงนกหลากหลายขนาดกว่ายี่สิบชิ้น เอาเรียงตากลมตากแดดให้แห้งจึงจะเอามาใช้งานได้ครับ
ใบก็เอาไปทิ้งกองเศษกิ่งไม้ในสวนที่กทม.ดูแลอยู่เมื่อแห้งแล้วเหลือแต่กิ่งเล็ก ๆ ก็จะมีคนมาเก็บไปทิ้ง
ส่วนรากตอต้นมะค่้า ๓ ลำต้นผมลากเอาไปวางบนพื้นดินบริเวณที่ปลูกต้นไม้หน้าบ้าน เอาน้ำรดไว้ เหลือกิ่งเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านล่างมีใบสักร้อยใบ ผมก็จะทำเป็นบอนไซครับ
ต้องไปหากระถางบอนไซมาเอาสักขนาด ๕๐ ซม. แล้วก็ตัดลำต้นเหลือสักฟุดหนึ่งเมื่อแข็งแรงแล้วมีใบใหม่ออกแล้วจึงจะตัดได้ครับ
หากมันรอดก็จะกลายเป็นบอนไซที่มีประวัติความเป็นมาที่ไม่ธรรมดาครับ
จากเมล็ดมะค่ายักษ์ เดินทางเกือบเจ็ดร้อยกิโลเมตร ไปอยู่ในลิ้นชักปีกว่า ๆ เอาออกมาเพาะจากประมาณ ๔๐ เมล็ด รอดแค่ ๓
วันนี้เป็นวันเริ่มประวัติบอนไซมะค่า ๓ เกลอผจญภัยครับ
วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2554
แม่ผมขี้ม้าข้ามดอยไปเรียนหนังสื่อในเมืองน่าน เมื่อ ๗๐ ปี มาแล้ว
แม่ผมขี้ม้าข้ามดอยไปเรียนหนังสื่อในเมืองน่าน
เมื่อประมาณ ๖๕ ปี ที่ผ่านมา อ.ปง จ.พะเยา บ้านเกิดแม่ผมขึ้นกับจังหวัดน่าน ตาผมเป็นอค้ามีโรงสีข้าว ค้าขายหลายอย่าง เอายาสูบรสเยี่ยมจากเมืองปงไปขายเชียงใหม่ ขายครั่งขายพืชไร่
เป็นพ่อเลี้ยงคนหนึ่งจึงรู้จักผู้รับสัมปทานทำโรงต้มกลั่นสุราที่มีโรงงานอยู่ใกล้ ๆ โรงเรียนประถมที่ผมเรียน ป.๓ -ป.๔ (คือรั้วโรงต้มเหล้าติดกับโรงเรียน เรียกว่าได้กลิ่นส่าเหล้าทุก ๆ วัน)
เมื่อจบ ป.๔ แม่ผมก็มีโอกาสไปเรียนที่โรวงเรียนสตรีศรีน่าน ไปพักที่บ้านนายกเทศมนตรี (เคยไปทำโรงต้มเหล้าที่ อ.ปง)อยู่ข้าง ๆ วัดภูมมินทร์ บ้านสีขาว ๆ นั่นแหละครับ
จากการที่ผมไปเที่ยวน่านสองสามครั้งก็เห็นว่าแม่ผมโชคดีที่ได้อยู่บ้านคนระดับผู้นำของจังหวัดน่านในสมัยนั้น
แม่เล่าให้ฟังว่าจากเด็กบ้านนอกไปอยู่บ้านี้ก็มีหน้าที่ช่วยแม่ครัวทำอาหาร ทำให้แม่ทำกับข้าวภาคกลางรสเยี่ยมทีเดียว เนื่องจากนายกเทศมนตรีมีพื้นแพมาจากพิษณุโลก
ตอนผมไปน่านผมได้ถ่ายภาพบ้านหลังนี้ และได้เข้าไปทานอาหารที่ลูกหลานเจ้าของบ้านเปิดเป็นร้านในบริเวณบ้านด้วยครับ
ตอนนั่งทานข้าวผมก็นึกจินตนาการว่าเมื่อเจ็ดสิบปีกว่าก่อนโน้นแม่ผมคงเดินไปมาแถว ๆ นี้ และคงได้เข้าไปดูภาพจิตรกรรมฝาผนังอันเลื่องชื่อในวัดภูมินทร์บ่อย ๆ อีกด้วย
ดูท่าแม่ผมจะได้รับการถ่ายทอดศิลปหลากหลายจากเมืองน่านนี่เอง
ทำให้แม่เป็นคนมีระเบียบ ชอบแต่งตัวดี ๆ มีฝีมือทางด้านทำอาหาร เย็บปักถักร้อยครบ
สมัยนั้นเป็นยุคสงครามกับฝรั่งเศส ทำให้แม่เรียนแค่ ม.๔ หรือ ม. ๕ ไม่จบ ม.๖ ก็ต้องไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ที่โรงพยาบาลวชิระ เป็นเจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์ ทำคลอดนั่นเองครับ เรียนช่วงปีที่รัชกาลที่ ๘ ถูกลอบปลงพระชน
แม่เล่าว่าตลอดปีครึ่งที่เรียนใน ร.พ.วชิระ เวลาออกไปเที่ยวข้างนอก ไปบางลำพู หรือสำเพ็งต้องแต่งไว้ทุกข์ตลอด ผู้คนใส่ชุดดำกันหมดเลยครับ
เมื่อจบแล้วแม่ฝึกงานที่ ร.พ.เลิศสิน ถนนสาทรใต้ ไปเยี่ยมคนไข้แถว ๆ ย่านคลองเตยด้วยครับ
นับว่าแม่เป็นเด็กบ้านอกในป่าในเขาที่มีโอกาสได้สัมผัสความเจริญสูงสุดของประเทศไทยในยุคสมัย ปี ๒๔๘๘-๒๔๘๙-๒๔๙๐
เมื่อจบหลักสูตร ก็ไปทำงานที่เชียงม่วน ตอนนั้นเป็นตำบล ขึ้นกับอ.ปง จ.น่าน
แต่งงานกับพ่อผม ซึ่งโคจรไป อ.ปงด้วยหน้าที่การงานที่คล้าย ๆ กัน คือพ่อจบ.ม.๖ จากโรงเรียนพิริยาลัย จ.แพร่ ไปเรียน ม.๗ ที่อำนวยศิลป์ธนบุรี ก็พอดีเขาประกาศรับสมัครบุพยาบาล ด้วยทุนจาก จ.น่าน ผมผมจึงมาเรียนที่กรุงเทพฯ ไม่แน่ใจว่าที่ศิริราช หรือที่ไหน อันนี้ผมจำไม่ได้ พอเคยเล่าให้ฟังเหมือนกัน
เมื่อไปบรรจุที่ อ.ปง จึงรู้จักกับแม่ผมที่ทำงานต่างตำบลออกไป และต่อมาเมื่อแต่งงานกันแล้ว ก็ย้ายไปอยู้ด้วยกันที่ ต.เชียงม่วน พ่อชายผมเกิดปี ๒๔๙๓ ผมเกิด ๒๔๙๖ น้องชายเกิด ๒๔๙๙
นั่นคือจุดเริ่มต้นชีวิตของคนรุ่นต่อมาคือพี่น้องของผม ๓ คน
เอาละมาดูซิว่าแม่ผมเดินทางไปเรียนจังหวัดน่านได้อย่างไรในเมื่อไม่มีถนนลาดยาง มีแต่ทางเกวียน
แม่เล่าว่าเวลาจะไปเรียนคุณตาจะจ้างคนนำทางสองสามคนคตุ้มกันไปครับแม่ผมต้องขี่ม้า คนนำทางคนคุ้มกันเดินตามไปเรื่อย ๆ ต้องนอนในป่าสองคืนจึงถึง อ.เมืองน่าน
ในป่าหากเป็นหน้าฝนก็มีทาก มีน้ำห้วยนอง บางทีต้องรอน้ำป่าแห้งก่อนจึงจะข้ามไปได้ เวลากลางคืนนอนในป่ามีเสียงสัตว์ป่าสารพัด เสือโคร่งก็มีครับ น่ากลัวมาก
แม่เป็นลูกสาวพ่อเลี้ยงเพียงคนเดียวกับคนนำทางสองสามคนต้องผจญภัยยิ่งกว่านิยายเพชรพระอุมา
เป็นความพยายามอย่างยิ่งยวดหาไม่ก็คงเป็นชาวชาวบ้าน จบแค่ป.๔ คงไม่มีโอกาสไปเรียนในกรุงเทพฯ
อ้อ สมัยนั้นตอนรับประกาศณียบัตร หนังสือพิมพ์รายวันไปถ่ายรูปไปลงหน้าหนึ่งด้วย ปรากฎว่าเขาถ่ายเอาตอนที่แม่ผมรับใบประกาศไปลงหนังสือครับ แม่ยังให้ร้านถ่ายรูปที่บางลำภูก๊อปปี้เก็บไว้ ภาพนี้อยู่ที่บ้านพะเยาครับ
หากกลับไปผมจะก๊อปปี้มาให้ชมครับ
สมัยโน้นพ่อผมถ่ายรูปในวันรับประกาศฯที่พระบรมรูปทรงม้า แฟชั่นกางเกงผู้ชายจะขาแบบทรงเซลเล่อร์ครับ หวีผมเรียบสไตล์คร๊าก เคเบิ้ล ดาราฮอลีวูด เรียบแปร้ในน้ำมันมันวับ มีภาพเหล่านี้เช่นกันครับ
เส้นทางที่แม่ผมต้องขี้ม้าข้ามดอยผมมีโอกาสได้เดินทางข้ามดอยด้วเกวียนช่วงหนึ่งคือจาก อ.ปง ไปเชียงม่วน จากเชียงม่วนเข้าป่าข้ามดอยก็เคยขับรถไปมาสองสามรอบ
เป็นป่าทึบดอยสูงสลับซับซ้อน ตรงที่ผีตองเหลืองอาศัยปัจจุบันแม่ผมก็คงผ่านมาแล้วเมื่อเจ็กสิบกว่าปีก่อน
ป่าเขาบริเวณพื้นที่จ.น่าน เป็นป่าดึกดำบรรพ มีต้นปลามแปลก ๆ มีต้นชมพูภูคาที่หายาก ผมมีโอกาสไป อ.บ่อเกลือ เห็นป่าทึบก็จิตนาการถึงสมัยเก่าก่อนว่าคงใกล่เคียงแบบนั้น
ป่าช่วง อ.เชียงม่วนไป อ. เมืองน่านปัจจุบัน สองข้างทางไม่ทึบหนาเท่าไร่กลายเป็นไร่เสียส่วนมากครับ
คงจะคล้าย ๆ ป่าทางขึ้นเขาไป อ.บ่อเกลือปัจจุบันมากกว่า
ประเทศไทยนี้หากมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์มองกาลไกลคงไม่ปล่อยให้มีการตัดไม้ทำลายป่าเช่นอดีตที่ผ่านมา
หากเราสามารถรักษาป่าให้สมบูรณ์ถึง
ปัจจุบันนี้ เมืองไทยจะมีแหล่งท่องเที่ยวสวยงามอีกนับไม่ถ้วน
ปีเมืองน่านสมันเก่าก่อนมีช้างชุกชุมมากครับ เคยมรหนังวสารคดีเกี่ยวช้างป่าที่ถ่ายทำจากเมืองน่านยุคโบราณด้วยครับ
ปัจจุบันนี้ เมืองไทยจะมีแหล่งท่องเที่ยวสวยงามอีกนับไม่ถ้วน
ปีเมืองน่านสมันเก่าก่อนมีช้างชุกชุมมากครับ เคยมรหนังวสารคดีเกี่ยวช้างป่าที่ถ่ายทำจากเมืองน่านยุคโบราณด้วยครับ
ปัญหาน้ำป่าน้ำเหนือหลากรุนแรงก็คงไม่มากมายเช่นตอนนี้ เพราะมีฝืนป่าที่หนาแน่นคอยซับคอยเบรกไว้
หากท่านชอบเปิด Google Earth จะเห็นว่าพื้นที่ภาคเหนือเต็มไปด้วยป่าเขาสลับซับซ้อน หากขึ้ยเครื่องบินก็จะเห็นเป็นทะเลภูเขาสุดสายตาครับ
ตแนผมเล็ก ๆ แม่มันจะเล่าบรรยากาศในป่าให้ฟังบ่อย ๆ เล่าเรื่องขี่ม้าไปเรียนหนังสือก็เล่าหลายครั้งครับ ทำให้ผมจำได้
แม้กระทั่งแม่บอกว่าท่านนายกเทศมนตรีมักให้แม่นำเงินจำนวนมาก ๆ ไปเข้าบัญชีธนาคารก็เล่าหลายครั้ง
แสดงว่าแม่ผมได้รับความไว้ว่งใจมากเหมือนกัน
วันี้ท่านสามารถหนีน้ำท่วมไม่สัมผัสผืนป่าจังหวัดน่านได้ไม่ยากครับ ลองไปชมความสลัลซับซ้อนแล้วจินตนาการย้อนกลับไปสีก ๗๕ ปี จะเห็นว่าที่นั่นมีบรรยากาศไม่แพ้ป่าอเมซอนที่หนาทึบเลยละครับ
วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554
น้ำเหนือที่ต้นน้ำมันมาเร็ว ขึ้นเร็ว ลงเร็ว ไม่แช่เป็นเดือน
ภาพแผนที่บ้านพ่อแม่ผม กับจุดเริ่มต้นแม่น้ำยม

บ้านเกิดผมอยู่ที่ อ.ปง จ.พะเยา บ้านพ่อแม่อยู่ห่างจากจุดที่แม่น้ำสาขา ๒ สายมารวมกันกลายเป็นแม่น้ำยมไม่ไกล ประมาณกิโลกว่า ๆ
เด็กแม่น้ำเล่นน้ำได้ทุกระดับ หน้าแล้งน้ำใสตื้น ตามหาดเดินข้ามได้ ตามวังน้ำก็ลึกสัก ๒ เมตร เฉลี่ยแล้วแม่น้ำยมช่วงต้น ๆ หน้าแล้งจะลึกประมาณ ๑ เมตร
แต่ปัจจุบันหน้าแล้งบางช่วงน้ำไม่มี ชาวบ้านแถวแพร่เคยวิวาทแย่งกันสูบน้ำบ่อย ๆ
สมัยโบราณประมาณ ๙๐ ปีมาแล้วในหน้าฝนหน้าน้ำหลากบริษัทอีสเอเชียติกผู้รับสัมปทานทำไม้สักจากแถวบ้านผม แถวอำเภองาว จ.ลำปาง แถว อ.สอง จ.แพร่ จะใช้ประโยชน์จากความแรงจากการไหลบ่าของแม่น้ำเอาท่อนซุงลอยน้ำมาภาคกลางครับ
พวกเขาจะใช้ช้างลากซุงดันซุงยกซุงลงตลิ่งแบบแข่งกับเวลา
น้ำหลากขึ้นแรงไหลเชี่ยวอยู่ไม่นาน เป็นนาทีทองของการขนย้ายไม้ด้วยพลังน้ำ
ที่บ้านผม อ.ปง มีระบบขนท่อนซุงออกจากป่าย่าน อ.จุน มาปางไม้ที่ อ.ปง ด้วยรถไฟเครื่องจักรไอน้ำครับ
บ้านผมมันโชคไม่ดีหลังจากไม้ไม่ค่อยมีเขาเลิกทำไ้่้ม้แล้วเขาก็เอารถไฟกลับไปด้วย
ทำให้พวกปู่ย่าตายายพ่อแม่ผมต้องนั่งเกวียนบนทางรถไฟต่อมาอีกหลายสิบปี
และทำให้ผมต้องนั่งรถบรรทุกออกจาก อ.ปง ไป อ.เมืองพะยา บนทางในป่าที่โหดมาก ๆ ๗๕ กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑๒ ชั่วโมง ตั้งแต่เช้ามืดจนค่ำนั่นแหละครับ
ต้องจำยอมหาไม่แล้วผมคงเป็นชาวบ้านทำนาจนถึงเดี๋ยวนี้ ไม่ได้เรียนหนังสือชั้นสูง ๆ ขึ้นไป
รัฐบาลกลางเขาเอาไม้ทางเหนือส่งออก แต่ไม่ได้เอาเงินไปทำถนนให้ดีเป็นการตอบแทนครับ
หากเป็นเดี๋ยวนี้ผมจะเขียนบล็อกด่ารัฐบาลทุกวันเลยละครับ
เพื่อนผมจบโรงเรียนป่าไม้แพร่ ไปทำงานที่บ้านผมบอกผมว่าเขต อ.ปง เป็นพื้นที่ที่มีไม้สักเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ป่านนี้ไม้สักท่อนยักษ์ ๆ คงกลายไปเป็นเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน ในปราสาทราชวังหรูหราในยุโรปเพียบเลยละครับ
ปัจจุบันทางเหนือ ทางบ้านผมมีแต่ไม้ัสักจากสวนป่าต้นไม่โต และไม้ที่อุทยานแถว ๆ เหนือแก่งเสือเต้นอีกสองหมื่นกว่าไร่
ยี่สิบกว่าปีก่อนผมพบหนังสือที่เขียนโดยคนที่มาจากอังกฤษมาทำไม้แถว อ.งาว จ.ลำปาง
เขาเขียนหนังสือเหตุการณ์ในป่าเมื่อเกือบ ๆ ๙๐ ปี ไว้ ผมยังเก็บไว้ที่บ้านพะเยา
(คุณทัศน์ทรง ชมภูมิ่ง นักเรียนอังกฤษเก่าเอามาเขียนเป็นเรื่อง "นายห้างป่าไม้" นั่นแหละครับเป็นเหตุการณ์ที่เหมือนแปลมาทั้งดุ้น แต่เคราะห์ดีที่คนแปลเรียบเรียงเคยทำป่าไม้มาก่อนจึงรู้รายละเอียดดี)
มีภาพประกอบเพียบเลย ทำให้ผมสามารถย้อนอดีตเหมือนมีไทม์แมชีนเลยครับ
สมัยนั้นต้นสักโต ๆ นี่มองดูเหมือนต้นไม้ในป่าอเมซอนประเทศบราซิล
ทรัพยากรธรรมชาติทางเหนือราบเรียบ ไม่ได้ปลูกป่าทดแทนกันเลย หากปลูกป่าทดแทนป่านนี้ต้นไม้ก็โตเต็มป่าแล้วครับ
ชาวบ้านตอนผมเด็ก ๆ อยู่บ้านหลังเล็ก ๆ ส่วนมากห่างไกลออกไปเป็นกระท่อมไม้ไฝ่ครับ
คิดแล้วมันออกจะแค้นนิดหน่อย
น้ำหลากในหน้าฝนที่บ้านผมมันไหลเชี่ยวมากครับ แม่น้ำยมกราดเกรี้ยวกลายเป็นสีโคลนเหมือนสีโกโก้ ผมยังเคยไปกระโดดน้ำช่วงน้ำหลากเลยครับ กระโดดลงไปลอยลิ่ว
เด็ก ๆ ริมน้ำยมไม่มีใครกลัวน้ำกันครับ
เกิดใกล้แม่น้ำเห็นทุกเมื่อเชื่อวัน ไปเล่นน้ำเกือบทุกวันจึงไม่กลัว ยกเว้นหน้าน้ำเจิ่งนองไม่เห็นฝั่งเป็นทะเล พ่อแม่ก็ไม่ให้ไปเล่นน้ำที่แม่น้ำ แต่ให้เล่นตามคลองสาขาได้ หลังบ้านติดรั้วบ้านผมก็เป็นคลองที่ไหลลงแม่น้ำยมครับ ก็ยังเล่นได้
ตั้งแต่จำความได้ผมไม่เคยพบว่าคนแถวบ้านผมจมน้ำตายเลยครับ
พวกผมเหมือนปลาเหมือนเป็ดชอบเล่นน้ำกันจริง ๆ
หน้ามรสุมฝนตกหนักติดต่อกันหลาย ๆ วันจะพากันไปยกยอ ชาวบ้านไปยกยอเนื่องจากปลาชุมมาก พวกผมกินปลาแม่น้ำรสอร่อยสารพัดชนิดครับ
หน้าแล้งพวกเด็ก ๆ จะเล่นเอากระบอกไม้ไฝ่ไปซุกไว้ตามพื้นน้ำ ต้องจำว่าเอาไว้ตรงไหน พอได้เวลาไปเล่นน้ำก็ดำน้ำลงไปเอาขึ้นมา พวกปลาปักกะเป้าชอบเข้าไปอยู่ในนั้นครับ ไม่ได้เอามากิน เอามาเล่นให้มันทำตัวโต ๆ พอง ๆ เล่นเบื่อก็ปล่อยไป
ตามตลิ่งที่เป็นทรายนี่เชื่อไหมว่าหากขุดทรายเล่นไปเรื่อย ๆ จะเจอเขียดซุกอาศัยอยู่ในทราย เรียกว่าเขียดทราย ตัวเท่าหัวแม่มือ หนังจะสาก ๆ ไม่ลื่นแบบเขียดทั่วไป
ชาวบ้านบางคนขุดเก่งขุดได้หลายสิบตัวก็เอาไปขายตลาดเช้าวันรุ่งขึ้นครับ
พวกปลาเล็กปลาน้อยกุ้งฝอยนี่ชุกชุมมากชาวบ้านจะพากันไปใช้กระชอนยักสวิงยักษ์ไปช้อนตามริมน้ำ วันหนึ่งได้สองสามกิโลเลยครับ
ก็จะเอาไปทำห่อหมกไปขายตลาดเช้า เดี๋ยวนี้ก็ยังมีขาย เมื่อผมกลับบ้านพะเยามื่อปลายเดือนที่แล้วยังซื้อมากินกับข้าวเหนียวเลยครับ
ป่าต้นน้ำมีเห็ดหลายชนิด มีหน้าเห็ดจำไม่ได้แล้วว่าเดือนไหนชาวบ้านพากันไปเก็บเห็ดออกมาขายตามข้างทาง มีสารพัดขนาดอร่อย ๆ ทั้งนั้นครับ แม้แต่ดอนท่าน้ำ็ก็มีเห็ดเรียกว่าเห็นไคร้หรือเห็ดตับเต่า แกงแล้วน้ำแกงจะเป็นน้ำลื่น ๆ น้อง ๆ น้ำแป้งเปียกเต้าส่วนเลยละครับ
ยุคที่ผมเล็ก ๆ ตามป่ามีสัตว์ป่าชุกชุมมากมีเก้ง กวาง หมูป่า ค่าง แม้แต่วัวแดงก็มี ไม่ต้องพูดถึงนกมีขายที่ตลาดเช้าทุกวัน บรรยากาศก็เหมือน ๆ ตลาดเช้าที่หลวงพระบางตอนนนี้นั่นเองครับ
แต่ปัจจุบันสัตว์ป่าทางการเขาห้ามล่า นกก็ห้าม ชาวบ้านก็แอบ ๆ ไปล่ามาขายบ้าง ยังพอหาเจอในตลาดเช้าครับ
หน้าไหนไม่รู้ผมลืมไปแล้วจะมีไข่มดแดงเพียบเลยครับ ผมยังคิดจะไปเอามาทำเป็นไข่มดแดงอบแห้งไว้ให้พวกเลี้ยงนกหัวจุกเลยครับ
หากมีงบวันหนึ่งซื้อได้สักยี่สิบกิโลแน่นอนเลยครับ ไปกวาดซื้อทุก ๆ ที่ ที่ชาวบ้านขายเอามาทำอาหารนกอบแห้งคงจะดีเยี่ยมเลยครับ
พวกแมลง กุ้งฝอยก็หาได้ไม่ยาก สามารถทำแข่งกับพวกทำอาหารนกอบแห้งจากเนเธอแลนด์ที่ขายแพง ๆ ได้สบายเลยครับ
พวกเนเธอร์แลนด์ก็คงสั่งซื้อวัตถุดิบจากอินโดนีเซียเมืองขึ้นเก่าของเขา เอาไปปรุงรสทำให้หอม ๆ ใส่กากน้ำตาลหวาน ๆ เอาใส่แพ๊คหรู ๆ ผมเห็นเพื่อนในหมู่บ้านไปซื้อมาให้นกหัวจุกแพงมาก ๆ ครับ ผมเอามาแกะดูมันแมลงแถวบ้านเราทั้งนั้นเลยครับ
ป่าต้นน้ำมีทรัพยากรมหาศาลครับ
ไม่ต้องไปโกรธน้ำครับมันเป็นเรื่องธรรมชาติเ็ป็นแบบนี้มานานเป็นหมื่นปีแล้ว ขนาดพม่ายังต้องยกทัพกลับบ่อย ๆ เมื่อเจอน้ำเหนือหลากท่วมทุ่งอยุธยา
น้ำมาปลาก็มาไม่ต้องตกใจครับ
..................................................
UPDATE

บ้านเกิดผมอยู่ที่ อ.ปง จ.พะเยา บ้านพ่อแม่อยู่ห่างจากจุดที่แม่น้ำสาขา ๒ สายมารวมกันกลายเป็นแม่น้ำยมไม่ไกล ประมาณกิโลกว่า ๆ
เด็กแม่น้ำเล่นน้ำได้ทุกระดับ หน้าแล้งน้ำใสตื้น ตามหาดเดินข้ามได้ ตามวังน้ำก็ลึกสัก ๒ เมตร เฉลี่ยแล้วแม่น้ำยมช่วงต้น ๆ หน้าแล้งจะลึกประมาณ ๑ เมตร
แต่ปัจจุบันหน้าแล้งบางช่วงน้ำไม่มี ชาวบ้านแถวแพร่เคยวิวาทแย่งกันสูบน้ำบ่อย ๆ
สมัยโบราณประมาณ ๙๐ ปีมาแล้วในหน้าฝนหน้าน้ำหลากบริษัทอีสเอเชียติกผู้รับสัมปทานทำไม้สักจากแถวบ้านผม แถวอำเภองาว จ.ลำปาง แถว อ.สอง จ.แพร่ จะใช้ประโยชน์จากความแรงจากการไหลบ่าของแม่น้ำเอาท่อนซุงลอยน้ำมาภาคกลางครับ
พวกเขาจะใช้ช้างลากซุงดันซุงยกซุงลงตลิ่งแบบแข่งกับเวลา
น้ำหลากขึ้นแรงไหลเชี่ยวอยู่ไม่นาน เป็นนาทีทองของการขนย้ายไม้ด้วยพลังน้ำ
ที่บ้านผม อ.ปง มีระบบขนท่อนซุงออกจากป่าย่าน อ.จุน มาปางไม้ที่ อ.ปง ด้วยรถไฟเครื่องจักรไอน้ำครับ
บ้านผมมันโชคไม่ดีหลังจากไม้ไม่ค่อยมีเขาเลิกทำไ้่้ม้แล้วเขาก็เอารถไฟกลับไปด้วย
ทำให้พวกปู่ย่าตายายพ่อแม่ผมต้องนั่งเกวียนบนทางรถไฟต่อมาอีกหลายสิบปี
และทำให้ผมต้องนั่งรถบรรทุกออกจาก อ.ปง ไป อ.เมืองพะยา บนทางในป่าที่โหดมาก ๆ ๗๕ กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑๒ ชั่วโมง ตั้งแต่เช้ามืดจนค่ำนั่นแหละครับ
ต้องจำยอมหาไม่แล้วผมคงเป็นชาวบ้านทำนาจนถึงเดี๋ยวนี้ ไม่ได้เรียนหนังสือชั้นสูง ๆ ขึ้นไป
รัฐบาลกลางเขาเอาไม้ทางเหนือส่งออก แต่ไม่ได้เอาเงินไปทำถนนให้ดีเป็นการตอบแทนครับ
หากเป็นเดี๋ยวนี้ผมจะเขียนบล็อกด่ารัฐบาลทุกวันเลยละครับ
เพื่อนผมจบโรงเรียนป่าไม้แพร่ ไปทำงานที่บ้านผมบอกผมว่าเขต อ.ปง เป็นพื้นที่ที่มีไม้สักเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ป่านนี้ไม้สักท่อนยักษ์ ๆ คงกลายไปเป็นเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน ในปราสาทราชวังหรูหราในยุโรปเพียบเลยละครับ
ปัจจุบันทางเหนือ ทางบ้านผมมีแต่ไม้ัสักจากสวนป่าต้นไม่โต และไม้ที่อุทยานแถว ๆ เหนือแก่งเสือเต้นอีกสองหมื่นกว่าไร่
ยี่สิบกว่าปีก่อนผมพบหนังสือที่เขียนโดยคนที่มาจากอังกฤษมาทำไม้แถว อ.งาว จ.ลำปาง
เขาเขียนหนังสือเหตุการณ์ในป่าเมื่อเกือบ ๆ ๙๐ ปี ไว้ ผมยังเก็บไว้ที่บ้านพะเยา
(คุณทัศน์ทรง ชมภูมิ่ง นักเรียนอังกฤษเก่าเอามาเขียนเป็นเรื่อง "นายห้างป่าไม้" นั่นแหละครับเป็นเหตุการณ์ที่เหมือนแปลมาทั้งดุ้น แต่เคราะห์ดีที่คนแปลเรียบเรียงเคยทำป่าไม้มาก่อนจึงรู้รายละเอียดดี)
มีภาพประกอบเพียบเลย ทำให้ผมสามารถย้อนอดีตเหมือนมีไทม์แมชีนเลยครับ
สมัยนั้นต้นสักโต ๆ นี่มองดูเหมือนต้นไม้ในป่าอเมซอนประเทศบราซิล
ทรัพยากรธรรมชาติทางเหนือราบเรียบ ไม่ได้ปลูกป่าทดแทนกันเลย หากปลูกป่าทดแทนป่านนี้ต้นไม้ก็โตเต็มป่าแล้วครับ
ชาวบ้านตอนผมเด็ก ๆ อยู่บ้านหลังเล็ก ๆ ส่วนมากห่างไกลออกไปเป็นกระท่อมไม้ไฝ่ครับ
คิดแล้วมันออกจะแค้นนิดหน่อย
น้ำหลากในหน้าฝนที่บ้านผมมันไหลเชี่ยวมากครับ แม่น้ำยมกราดเกรี้ยวกลายเป็นสีโคลนเหมือนสีโกโก้ ผมยังเคยไปกระโดดน้ำช่วงน้ำหลากเลยครับ กระโดดลงไปลอยลิ่ว
เด็ก ๆ ริมน้ำยมไม่มีใครกลัวน้ำกันครับ
เกิดใกล้แม่น้ำเห็นทุกเมื่อเชื่อวัน ไปเล่นน้ำเกือบทุกวันจึงไม่กลัว ยกเว้นหน้าน้ำเจิ่งนองไม่เห็นฝั่งเป็นทะเล พ่อแม่ก็ไม่ให้ไปเล่นน้ำที่แม่น้ำ แต่ให้เล่นตามคลองสาขาได้ หลังบ้านติดรั้วบ้านผมก็เป็นคลองที่ไหลลงแม่น้ำยมครับ ก็ยังเล่นได้
ตั้งแต่จำความได้ผมไม่เคยพบว่าคนแถวบ้านผมจมน้ำตายเลยครับ
พวกผมเหมือนปลาเหมือนเป็ดชอบเล่นน้ำกันจริง ๆ
หน้ามรสุมฝนตกหนักติดต่อกันหลาย ๆ วันจะพากันไปยกยอ ชาวบ้านไปยกยอเนื่องจากปลาชุมมาก พวกผมกินปลาแม่น้ำรสอร่อยสารพัดชนิดครับ
หน้าแล้งพวกเด็ก ๆ จะเล่นเอากระบอกไม้ไฝ่ไปซุกไว้ตามพื้นน้ำ ต้องจำว่าเอาไว้ตรงไหน พอได้เวลาไปเล่นน้ำก็ดำน้ำลงไปเอาขึ้นมา พวกปลาปักกะเป้าชอบเข้าไปอยู่ในนั้นครับ ไม่ได้เอามากิน เอามาเล่นให้มันทำตัวโต ๆ พอง ๆ เล่นเบื่อก็ปล่อยไป
ตามตลิ่งที่เป็นทรายนี่เชื่อไหมว่าหากขุดทรายเล่นไปเรื่อย ๆ จะเจอเขียดซุกอาศัยอยู่ในทราย เรียกว่าเขียดทราย ตัวเท่าหัวแม่มือ หนังจะสาก ๆ ไม่ลื่นแบบเขียดทั่วไป
ชาวบ้านบางคนขุดเก่งขุดได้หลายสิบตัวก็เอาไปขายตลาดเช้าวันรุ่งขึ้นครับ
พวกปลาเล็กปลาน้อยกุ้งฝอยนี่ชุกชุมมากชาวบ้านจะพากันไปใช้กระชอนยักสวิงยักษ์ไปช้อนตามริมน้ำ วันหนึ่งได้สองสามกิโลเลยครับ
ก็จะเอาไปทำห่อหมกไปขายตลาดเช้า เดี๋ยวนี้ก็ยังมีขาย เมื่อผมกลับบ้านพะเยามื่อปลายเดือนที่แล้วยังซื้อมากินกับข้าวเหนียวเลยครับ
ป่าต้นน้ำมีเห็ดหลายชนิด มีหน้าเห็ดจำไม่ได้แล้วว่าเดือนไหนชาวบ้านพากันไปเก็บเห็ดออกมาขายตามข้างทาง มีสารพัดขนาดอร่อย ๆ ทั้งนั้นครับ แม้แต่ดอนท่าน้ำ็ก็มีเห็ดเรียกว่าเห็นไคร้หรือเห็ดตับเต่า แกงแล้วน้ำแกงจะเป็นน้ำลื่น ๆ น้อง ๆ น้ำแป้งเปียกเต้าส่วนเลยละครับ
ยุคที่ผมเล็ก ๆ ตามป่ามีสัตว์ป่าชุกชุมมากมีเก้ง กวาง หมูป่า ค่าง แม้แต่วัวแดงก็มี ไม่ต้องพูดถึงนกมีขายที่ตลาดเช้าทุกวัน บรรยากาศก็เหมือน ๆ ตลาดเช้าที่หลวงพระบางตอนนนี้นั่นเองครับ
แต่ปัจจุบันสัตว์ป่าทางการเขาห้ามล่า นกก็ห้าม ชาวบ้านก็แอบ ๆ ไปล่ามาขายบ้าง ยังพอหาเจอในตลาดเช้าครับ
หน้าไหนไม่รู้ผมลืมไปแล้วจะมีไข่มดแดงเพียบเลยครับ ผมยังคิดจะไปเอามาทำเป็นไข่มดแดงอบแห้งไว้ให้พวกเลี้ยงนกหัวจุกเลยครับ
หากมีงบวันหนึ่งซื้อได้สักยี่สิบกิโลแน่นอนเลยครับ ไปกวาดซื้อทุก ๆ ที่ ที่ชาวบ้านขายเอามาทำอาหารนกอบแห้งคงจะดีเยี่ยมเลยครับ
พวกแมลง กุ้งฝอยก็หาได้ไม่ยาก สามารถทำแข่งกับพวกทำอาหารนกอบแห้งจากเนเธอแลนด์ที่ขายแพง ๆ ได้สบายเลยครับ
พวกเนเธอร์แลนด์ก็คงสั่งซื้อวัตถุดิบจากอินโดนีเซียเมืองขึ้นเก่าของเขา เอาไปปรุงรสทำให้หอม ๆ ใส่กากน้ำตาลหวาน ๆ เอาใส่แพ๊คหรู ๆ ผมเห็นเพื่อนในหมู่บ้านไปซื้อมาให้นกหัวจุกแพงมาก ๆ ครับ ผมเอามาแกะดูมันแมลงแถวบ้านเราทั้งนั้นเลยครับ
ป่าต้นน้ำมีทรัพยากรมหาศาลครับ
ไม่ต้องไปโกรธน้ำครับมันเป็นเรื่องธรรมชาติเ็ป็นแบบนี้มานานเป็นหมื่นปีแล้ว ขนาดพม่ายังต้องยกทัพกลับบ่อย ๆ เมื่อเจอน้ำเหนือหลากท่วมทุ่งอยุธยา
น้ำมาปลาก็มาไม่ต้องตกใจครับ
..................................................
UPDATE
(คลิ๊กที่ภาพ เพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้นจะสามารถอ่านเนื่อหาได้)
หนังสือ Teak-Wallah ผมหาเจอแล้วครับ
ตามสัญญามาดูกันว่าเป็นอย่างที่ผมว่าไว้หรือไม่ ว่าฉบับไทย นายห้างป่าไม้ใช้หนังสือ Teak-Wallah เป็นแนวการนำเสนอเรื่องหรือไม่
สังเกตดู เหตุการณ์เริ่มต้นคล้ายกันเหมือนฝาแฝด คือเมื่อพระเอกมาถึงท่าเรือแล้วขึ้นรถม้าไปโรงแรมโอเรียลเต็ล แล้วต่อด้วยการไปซื้อของที่ร้านขายอุปกรณ์เดินป่า ซึ่งเป็นร้านเดียวกัน ที่ตลกคือคนเรียบเรียงแปลคำว่า New Road ว่าเป็นถนนใหม่ จริง ๆ แล้ว New Road คือถนนเจริญกรุง ต่างหากครับ
ช้างปู้น้อยผีบ้า ก็ชื่อเหมือนกัน
หนังสือนายห้างป่าไม้ มีรสชาติของการทำป่าไม้ยุค 80-90 ปี มาแล้วครบถ้วน เพราะคนเรียบเรียงเป็นคนแพร่ เคยทำไม้ด้วยครับ
หนังสือ 2 เล่มนี้ หากท่านสนใจผมยินดีขายให้ เพื่อเป็นประว้ติศาสตร์วงการนักเขียนของไทย ซึ่งตอนที่บรรณาธิการ"ฟ้าเมืองไทย"รับต้นฉบับภาคภาษาไทยท่านไม่รู้ว่ามีภาคภาษาฝรั่งอีกด้วย
นายห้างป่าไม้ตีพิมพ์ใน"ฟ้าเมืองไทย"ช่วงใกล้ ๆ 2520 หนังสือที่รวมเล่มเจ้าของซื้อมาปี 2522 มีลายเซนต์เจ้าของผู้ซื้อมาอ่าน ด้วยครับ
หนังสือ Teak-Wallah ที่ผมมีอยู่เป็นเล่มที่พิมพ์เมื่อ 1986 ซื้อที่กรุงเทพฯหรือสิงคโปรจำไม่ได้แล้ว เหตุที่ซื้อเพราะเป็นเรื่องที่เกิดแถวบ้านเกิดผม และปู่ผมก็มีช้างที่เคยรับจ้างบริษัทฝรั่งลากไม้ด้วย ตอนเล็ก ๆ ผมยังมีโอกาสพบปู่และช้าง 5 เชือกแวะมาพักที่บ้านพ่อ-แม่ผมที่เชียงม่วนอีกด้วย 50 ปีมาแล้ว
วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554
วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)













